(SeaPRwire) – เมื่อไม่กี่วันก่อน มีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในแวดวงความมั่นคงระดับโลกที่คนสายเทคโนโลยีทหารและภูมิรัฐศาสตร์ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด นั่นคือการที่โรมาเนียตัดสินใจตอบรับคำขอของสหรัฐฯ ในการเปิดฐานทัพเพื่อสนับสนุนภารกิจในตะวันออกกลาง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดรอบด้านที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ดร. อัครเดช ศิริวัฒนกุล นักวิเคราะห์อาวุโสด้านภูมิรัฐศาสตร์และเทคโนโลยีความมั่นคง ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมกับเราว่า เกมนี้ของโรมาเนียคือการเดินหมากเชิงยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง การยอมเปิดน่านฟ้าและฐานทัพให้สหรัฐฯ ใช้เติมน้ำมันกลางอากาศในภารกิจช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่เรื่องการทูตในตะวันออกกลาง แต่มันคือการ “ซื้อประกันความมั่นคง” ให้กับตัวเองในฐานะรัฐหน้าด่านของ NATO ที่ติดกับยูเครน การแสดงจุดยืนหนุนนโยบายเพิ่มงบกลาโหมของโดนัลด์ ทรัมป์ และการยื่นมือเข้าช่วยรบทางอ้อมนี้ คือการแลกเปลี่ยนเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อภัยความมั่นคงจากโดรนรัสเซียมาประชิดชายแดน สหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตกจะไม่นิ่งเฉย
เรื่องนี้สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจากองค์การสหประชาชาติ โดย โออานา-ซิลเวีย ตอยอู รัฐมนตรีต่างประเทศรักษาการของโรมาเนีย ได้เปิดเผยว่า รัฐสภาโรมาเนียได้อนุมัติให้พันธมิตรสามารถใช้ฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารเพื่อกิจกรรมเชิงป้องกัน เช่น การเติมน้ำมันกลางอากาศ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงในตะวันออกกลางและช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่าทีนี้เกิดขึ้นหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ กดดันให้ชาติยุโรปเพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศ ซึ่งโรมาเนียได้ตอบรับด้วยการเพิ่มงบกลาโหมเป็น 2% ของ GDP ตั้งแต่สมัยแรกของทรัมป์ และตั้งเป้าจะขยับขึ้นสูงถึง 3.4% ในปีหน้าเพื่อจัดหาอาวุธและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่โรมาเนียเพิ่งยื่นขอเปิดประชุมด่วนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี หลังจากโดรนติดระเบิดของรัสเซียร่วงใส่ตึกที่พักอาศัยในเมืองกาลาตส์ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แม้ทาง วาซิลี เนเบนซียา เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำยูเอ็น จะปฏิเสธข้อกล่าวหาและอ้างว่าเป็นแผนจัดฉากของยูเครน แต่ผลวิเคราะห์ทางทหารและเคมีของโรมาเนียชี้ชัดว่าเป็นโดรนสัญชาติรัสเซีย ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้สหรัฐฯ และอีกกว่า 50 ประเทศร่วมออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของรัสเซียอย่างรุนแรง
หากเรามองภาพนี้ผ่านเลนส์ของเทคโนโลยีทหารยุคใหม่ จะเห็นได้ชัดว่า “สงครามโดรน” ในยูเครนไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในสมรภูมิเดิมอีกต่อไป แต่กำลังล้นทะลักข้ามพรมแดนเข้าสู่ดินแดนของ NATO เทคโนโลยีโดรนราคาถูกแต่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอย่างโดรนพลีชีพ กำลังกลายเป็นเครื่องมือท้าทายระบบป้องกันภัยทางอากาศของยุโรปตะวันออกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในอนาคตอันใกล้ เราจะเห็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางทหารในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกอย่างก้าวกระโดด การที่โรมาเนียอัดฉีดงบกลาโหมสูงถึง 3.4% ของ GDP สะท้อนว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจะถูกเทไปที่ระบบตรวจจับภัยคุกคามทางอากาศระยะต่ำ เทคโนโลยีต่อต้านโดรน และระบบสื่อสารที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายของ NATO แบบเรียลไทม์ ยิ่งไปกว่านั้น การที่โรมาเนียเสนอตัวเป็นฮับโลจิสติกส์และการเติมน้ำมันกลางอากาศ ยิ่งตอกย้ำว่าในยุคที่ความขัดแย้งกระจายตัวทั่วโลก ชาติขนาดกลางไม่จำเป็นต้องส่งทหารไปรบแถวหน้า แต่สามารถสร้างแต้มต่อทางยุทธศาสตร์ได้ด้วยการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่ขาดไม่ได้สำหรับมหาอำนาจ
บทความนี้ให้บริการโดยผู้ให้บริการเนื้อหาภายนอก SeaPRwire (https://www.seaprwire.com/) ไม่ได้ให้การรับประกันหรือแถลงการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้
หมวดหมู่: ข่าวสําคัญ ข่าวประจําวัน
SeaPRwire จัดส่งข่าวประชาสัมพันธ์สดให้กับบริษัทและสถาบัน โดยมียอดการเข้าถึงสื่อกว่า 6,500 แห่ง 86,000 บรรณาธิการและนักข่าว และเดสก์ท็อปอาชีพ 3.5 ล้านเครื่องทั่ว 90 ประเทศ SeaPRwire รองรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับ จีนตัวย่อ จีนตัวเต็ม เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เยอรมัน รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และภาษาอื่นๆ
